|
จิตสำนึกชุมชน
: ภาพสะท้อนวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน |
ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกับตัวชี้วัดย้อนกลับ
สืบเนื่องมาจากเป้าหมายการปล่อยลูกกุ้งลงส่งธรรมชาติ ของ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสตูล ปีละ 28 ล้านตัว หากถามว่าเราสามารถนำกุ้งเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน
คงไม่สามารถตอบได้ แต่วันนี้เรามีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม และมีคุณค่าต่อชุมชนมากกว่าตัวเลขบนแผ่นกระดาษ
เมื่อมีแกนนำชาวบ้านประมาณ 7-10 คน เข้ามาที่ศูนย์ฯ สอบถามได้ความว่าอยากให้ทางศูนย์ฯ
ช่วยเพาะลูกกุ้งแชบ๊วยให้จะนำไปปล่อย ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง คุยไปคุยมาพบว่า เป็นกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านจะนำกุ้งไปปล่อยในทะเล โดยจะรวบรวมแม่พันธุ์กุ้งมาให้ นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ชุมชนเห็นคุณค่าและได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและใช้ประโยชน์ทรัพยากรร่วมกันอย่างถูกวิธี วิชาการระดับชาวบ้านเสริมแผนงานของกรมประมง
เมื่อสอบถามเพิ่มเติมทราบว่าเป็นชาวบ้านหมู่ 14
และหมู่ 2 บางส่วนของบ้านหลอมปืน อำเภอละงู จังหวัดสตูล ซึ่งมีอยู่ประมาณ 133 ครัวเรือน มีประชากร 678 คน 80 เปอร์เซ็นต์ ประกอบอาชีพทางด้านการประมงได้แก่ อวนกุ้ง และลอบหมึก มีเรือเล็ก 75 ลำ เรือใหญ่ 8 ลำ มีนายอาลีย์ ติงหวัง เป็นผู้ใหญ่บ้าน
ผู้ใหญ่อาลีย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีแกนนำหลักๆ ประกอบด้วย นายสมพงษ์ กาเหร็ม, นายหมีด ม่าหมูด, นายสำสูเด็น องศารา, นายกอเฉ็ม ฮาลี,
นายดาวารินทร์ โต๊ะสะเหล่ และนายนิตย์ กมลเจริญ ซึ่งมีอาชีพวางอวนกุ้ง ได้พูดคุยปัญหากันว่า
ปัจจุบันต้องออกไปวางอวนไกลๆ และยังจับกุ้งได้น้อยวันหนึ่งได้ 300-400 บาท/ลำ แทบไม่คุ้มค่าน้ำมัน แต่ก็ต้องทำเพราะเป็นอาชีพ และได้ตั้งข้อสังเกตกันว่าช่วงไหนที่ประมง
(หมายถึงหน่วยงานของกรมประมง) ปล่อยกุ้งมากนับไปอีก 4-5 เดือนข้างหน้าก็จะจับกุ้งได้มากขึ้น ผู้ใหญ่อาลีย์ กล่าวติดตลกว่า มันก็เป็นนักวิชาการและวิจัยของมันกันเอง ถูกหรือเปล่าเราก็ไม่รู้นะ แต่บางทีก็อาจจะจริงของพวกมัน ดูอย่างปี 43
จากการติดตามของชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดสตูล ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทุกอำเภอชายทะเล บ้านเราก็เป็นเครือข่ายอยู่ด้วย ปีนั้นกรมประมงปล่อยกุ้งมากและบ่อย ปีนั้นจับกุ้งได้มากและจับได้ตลอดปีพูดง่ายๆ
ว่ากุ้งขึ้นฝั่งมากโดยเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน จับได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไร พวกผู้หญิงไปนั่งจับที่ชายฝั่งน้ำลึก 40-50 เซนติเมตร เอามือควานขี้โคลนรอบๆ ตัว กุ้งก็วิ่งเข้ามาซุกขี้โคลน
จับได้คนละกิโลสองกิโล แต่ไม่ได้หมายความว่ากุ้งจะขึ้นให้จับแบบนี้ทุกวัน แต่ละเดือนจะขึ้น 2-3 วัน ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นช่วงน้ำ 10 ค่ำ ช่วงต้นปี 44 ก็ยังจับได้มากอยู่ แต่พอช่วงปลายๆ ปีกุ้งจะจับได้น้อย ไม่ทราบเพราะอะไร คงเพราะกรมประมงปล่อยกุ้งน้อยในปีนั้น ปี 45 ก็จับกุ้งได้มากตลอดปีเหมือน
ปี 43 ถึงแม้น้ำมันจะแพง
แต่ก็ยังพอทำมาหากินกันได้
ก็ต้องยกความดีอันนี้ให้กับกรมประมง ผู้ใหญ่อาลีย์หยอดคำหวานให้เป็นที่ชื่นใจ จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่อาลีย์ เราได้กลับไปค้นข้อมูลการปล่อยกุ้งของศูนย์ฯ
ในปี 43 ปี 45 ก็พบว่าข้อมูลที่เรามีสอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ ในปี 43 เราปล่อยกุ้งเดือนเว้นเดือนตลอดปี มากน้อยแตกต่างกันไป แต่ยอดรวมอยู่ที่ 28
ล้านตัว ในปี 44 ก็ยังปล่อย 28 ล้านตัวเหมือนเดิม ไม่ได้ปล่อยน้อยลง
แต่ในปี 44 นั้น เราปล่อยติดกันทุกเดือนและปล่อยช่วง 6 เดือนแรกของปี ไม่ได้ปล่อยตลอดปีเหมือนปี 43 อาจเป็นไปได้ที่จับกุ้งได้น้อยในช่วงปลายปี
ในปี 45 เราก็ปล่อยทำนองเดียวกับ ปี 43 ถึงแม้จะเป็นข้อมูลแค่จุดเล็กๆ
แต่ก็มีประโยชน์สำหรับการวางแผนปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในอนาคต ตายหนึ่งเกิดแสนทดแทนธรรมชาติ
พวกเรามีแต่จับกันอย่างเดียว
ไม่ช่วยมันบ้างต่อไปมันก็หมด ผู้ใหญ่พูดด้วยท่าทางจริงจัง เรารอลูกกุ้งธรรมชาติหรือจากที่กรมประมงปล่อยคงจะไม่พอ พวกเราจึงคิดกันที่จะจับกุ้งมาให้กรมประมงเพาะให้
ได้ช่วยปล่อยเสริมอีกแรง ถึงแม้จะเป็นจุดเริ่มต้น แต่ต่อไปถ้าโครงการนี้ขยายไปชาวประมงกลุ่มอื่น
ก็จะเป็นประโยชน์กับพวกเราทุกๆคน พวกเราหลายๆ คนตั้งข้อสังเกตว่า กุ้งที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นกุ้งจากที่กรมประมงปล่อย สังเกตได้จากสีถ้าเป็นกุ้งธรรมชาติตัวจะเล็กและมีตีน (ขาว่ายน้ำ) สีแดง ส่วนกุ้งที่กรมประมงปล่อยตัวจะใหญ่กว่า
และมีตีนสีเหลืองอมส้ม จากกุ้งที่ชาวบ้านจับได้ประมาณ
20 ตัว จะเป็นกุ้งจากธรรมชาติ 7 ตัว กุ้งจากการปล่อย 13 ตัว นายฐานันดร์ ทัตตานนท์ (ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสตูล) กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ ผมทึ่งในความสามารถและเป็นคนชั่งสังเกตของชาวบ้านที่สอดคล้องและลงตัว กุ้งแชบ๊วยที่ทางศูนย์ฯ นำมาเพาะพันธุ์และปล่อย
เป็นกุ้งแชบ๊วยชนิด Peneaus
merguiensis
สีของลำตัวและขาว่ายน้ำจะค่อนข้างเหลือง ซึ่งรวบรวมได้มากจากฝั่งอ่าวไทย ส่วนกุ้งแชบ๊วยที่พบมากฝั่งอันดามันหรือกล่าวได้ว่าเป็นพันธุ์ประจำถิ่นจะเป็นกุ้งแชบ๊วยชนิด Peneaus indicus ซึ่งลำตัวและขาว่ายน้ำจะมีสีแดงเข้มกว่าชนิดแรก ทางศูนย์ฯ เองก็เป็นห่วงเหมือนกันว่าการนำพันธุ์กุ้งจากแหล่งอื่นมาปล่อยจะทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างและที่สำคัญในจังหวัดสตูล ไม่มีผู้รวบรวม P. indicus มีชีวิตขาย เราเองก็ไม่มีความสามารถที่จะไปรวบรวมเองได้
และในการผลิตลูกพันธุ์กุ้งแต่ละครั้งต้องใช้แม่พันธุ์อย่างน้อย 80-100 แม่ เพื่อให้ได้ลูกพันธุ์ที่เพียงพอ และอยู่ในจุดคุ้มทุน แต่นับจากวันนี้และในอนาคตเราคงได้เพาะพันธุ์และปล่อยลูกกุ้งที่เป็นพันธุ์ประจำถิ่นของเราเองหากชาวบ้านเห็นความสำคัญและเป็นความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง จิตสำนึกไม่เคยหลับไปกับทะเล
เมื่อแกนนำและ ผอ.ศูนย์ฯ
คุยกันเป็นที่เข้าใจก็ได้คำตอบว่า ได้เลยครับจับมาเลยผมเพาะให้เอง เหล่าแกนนำก็ไปรวบรวมแม่กุ้งจากเรืออวนกุ้งลำละตัวสองตัว ได้มาเพาะครั้งแรก 80 แม่ ได้ลูกกุ้งไปปล่อยสมใจ 2 ล้านตัว เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2546 วันนี้ถึงแม้จะไม่ใช่วันสำคัญของชาติ แต่วันนี้สำคัญสำหรับชาวบ้านหมู่ 14 บ้านหลอมปืน ชาวบ้านประมาณ 50 คน รวมทั้งผู้หญิงและเด็กพร้อมใจกันมาปล่อยพันธุ์กุ้งลงสู่ทะเล ด้วยความเบิกบานและรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข รักและหวงแหนท้องทะเลที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา
หลังปล่อยกุ้งเสร็จ
นายสมพงษ์ กาเหร็ม แกนนำกล่าวด้วยความตื้นตัน ที่เรามีจุดเริ่มต้นที่ดีในวันนี้ได้ก็มาจากการร่วมแรงร่วมใจของพวกเราทุกคน
และที่ขาดเสียไม่ได้ก็ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ของกรมประมงทุกท่านที่ทำให้ฝันของพวกเราเป็นจริงอยากให้พี่น้องเราช่วยประชาสัมพันธ์ต่อๆ
กันไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อเราจะได้มีกิจกรรมดีๆ แบบนี้อีกพวกเราอยากจะให้มีการปล่อยกุ้งแบบนี้ทุกๆ
เดือน ยิ่งปล่อยมากยิ่งดี ปล่อยตรงไหนก็ทะเลของเราทั้งนั้น
ปล่อยกุ้งวันนี้ใช่แค่คืนความสมดุลย์ให้กับธรรมชาติ แต่สิ่งที่มีค่าที่เราได้กลับคืนมาคือ จิตสำนึกชุมชน |